TasteBud Lab กับภารกิจปั้น ‘อาหารอนาคต’ สู่ความยั่งยืน

TasteBud Lab กับภารกิจปั้น ‘อาหารอนาคต’ สู่ความยั่งยืน

TasteBud Lab และ Bio Buddy จัดงาน Future Food Forum 2023 ในเวิร์กช็อป Where is The Future of Future Food ครั้งที่ 4 เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารทุกมิติในยุคใหม่ พร้อมทั้งเร่งพัฒนาระบบนิเวศอาหารอนาคตของไทย
ตลอดการเดินทาง 4 ปีผ่านมา ตลาดอาหารอนาคต หรือ Future Food ได้รับความสนใจและมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดจากทั้งในและต่างประเทศ โดยปีที่ผ่านมามีสตาร์ตอัปเข้าร่วมกิจกรรมประกวดเอเปคฟิวเจอร์ฟู้ดมากกว่าสองพันทีม

และยังมีสตาร์ตอัปในกลุ่ม Foodtech ที่ขณะนี้ TASTEBUD LAB กำลังบ่มเพาะพัฒนาและโปรเจกต์ร่วมพัฒนา ขอระดมทุนร่วมกันกับบริษัทต่างๆ มากกว่า 20 โครงการ

นอกจากการเติบโตของสตาร์ตอัปแล้ว ปัจจุบันในประเทศไทย มีธุรกิจขนาดใหญ่จนถึงระดับ SME ด้านเกษตรกว่า 40% เมื่อรวมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านอาหารจะมีมากถึง 70% และเป็นไปในทิศทางเดียวกันที่ธุรกิจด้านเกษตรและอาหาร ในทั่วโลก มีมากถึง 40-50% จากธุรกิจทั้งหมด

ภายในงานเวิร์กช็อปครั้งนี้ มีการนำเสนอเมนูอาหารอนาคตจาก เชฟจิ๊บ-กัญญารัตน์ ถนอมแสง จากร้านแก่น คือ Hot & Spicy Krathong Tong เมนูส้มตำที่ใช้มันแกวซึ่งเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นของจังหวัดขอนแก่นแทนเส้นมะละกอที่มีพรีไบโอติก

โดยที่เมนูดังกล่าวจะเป็นเมนูวีแกน ใช้น้ำปลาร้าวีแกน ที่สะอาดและให้รสชาติเหมือนกันปลาร้าจริงๆ ในส่วนของหมูกรอบด้านบนจะเป็นหมูกรอบจากพืช (Plant-based Cripspy Pork) ขณะที่ถ้วยกรอบจะทำมาจากสาหร่ายไก ซึ่งมีโปรตีนสูง หาได้ตามแหล่งน้ำที่สะอาดมากๆ นอกจากนี้ยังเป็นพืชเศรษฐกิจอีกด้วย

TasteBud Lab

ส่วนเมนูอื่นๆ ได้รับความร่วมมือจาก 20 สตาร์ตอัปที่ส่งมอบวัตถุดิบผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล ชูคอนเซปต์อาหารอนาคตทั้งเรื่องอัตลักษณ์ท้องถิ่น ความหลากหลายชีวภาพและรสชาติที่ดี ควบคู่ไปกับประโยชน์ต่อสุขภาพและการลดคาร์บอน

ศิริกุล เลากัยกุล ที่ปรึกษา TasteBud Lab กล่าวว่า อาหารแห่งอนาคตไม่ได้เป็นเพียงแค่ความยั่งยืน และต้องตอบให้ได้ว่าเป็นความยั่งยืนของใคร ความมั่นคงทางอาหาร ไม่สำคัญเท่ากับความเท่าเทียมในการเข้าถึงอาหาร เพราะอาจกลายเป็นความมั่นคงของคนกลุ่มน้อยหรือเพียงไม่กี่คนก็ได้

ดังนั้น หน้าที่ของคนทำธุรกิจอาหารจะต้องคำนึงถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 เป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการลดความยากจน เพราะอาหารเป็นพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง และเชื่อมโยงกับระบบนิเวศอาหาร

“อาหารอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารที่มาจากโปรตีนพืช (Plant Based) อย่างเดียว อาหารออร์แกนิกหรืออาหารที่ไม่ได้มาจากพืชก็ยังมีความสำคัญ เพราะประเทศไทยยังมีความอุดมสมบูรณ์ ถ้าเราละทิ้งความอุดมสมบูรณ์ตรงนี้ไป ไม่พยายามทำให้ไทยเป็นแหล่งของอาหารเหมือนเคย จนกระทั่งเราต้องมาบริโภคแค่แพลนท์เบสเพียงอย่างเดียวมันเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย” ศิริกุล แสดงทัศนะ

ตลาดแพลนท์เบสเป็นตลาดที่มีความจำเพาะเจาะจง เป็นการแก้ปัญหาสำหรับบางพื้นที่ที่แหล่งวัตถุดิบเข้าไม่ถึง และต้องการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การลดโลกร้อน

เพราะฉะนั้นแล้วอาหารแห่งอนาคตไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น การบริโภคแค่แพลนท์เบสอาจทำให้เราหลงลืมเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ที่คอยผลิตอาหารประเภทอื่นๆ ไป

ผู้ประกอบการด้านอาหารจึงต้องให้ความสำคัญและมองเห็นถึงคุณค่าของเกษตรกรเหล่านี้ เพราะพวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่เป็นพื้นฐานของการสร้างอาหารและผลิตวัตถุดิบทั้งหมด

อ่านข่าวอาหารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่นี่ : แอฟลาทอกซินกับน้ำจิ้มลูกชิ้น